วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันรัฐธรรมนูญ
ประวัติและความเป็นมาของวันรัฐธรรมนูญ
ความหมาย
รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ
วันรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย
ความเป็นมา
การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๑. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย
๒. หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ
๓. อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
๔. รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร
จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้ คือ
๑. พระมหากษัตริย์
๒. สภาผู้แทนราษฎร
๓. คณะกรรมการราษฎร
๔. ศาล
ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ สถาบันที่เกิดใหม่คือ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้วจึงมีผลบังคับได้ เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง ส่วนการใช้อำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่แล้วพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมายได้ตามเดิม
กระทั่งถึง วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร ซึ่งมีหลักการต่างกับฉบับแรกในวาระสำคัญหลายประการ อาทิได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นการปกครองแบบรัฐสภา ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองเป็นผู้ใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งให้บริหารราชการแผ่นดิน แต่คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภาผู้แทน รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมิได้ใช้แต่เพียงอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น แต่มีอำนาจที่จะควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารแผ่นดินด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีรวมทั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งประกอบกันเป็นรัฐบาลก็มีอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนได้ หากเห็นว่าได้ดำเนินการไปในทางที่จะเป็นภัยหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์สำคัญของรัฐที่มีผลเท่ากับถอดถอนสมาชิกสภาที่ได้รับเลือกตั้งมาเพื่อให้ราษฎรเลือกตั้งใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์นั้นได้บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ้
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเครื่องกำหนดระเบียบแบบแผนของสังคม เพื่อเป็นการระลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรก อันเป็นฉบับถาวร และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงกำหนด วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ
วันคริสต์มาส
ประวัติวันคริสต์มาส
วันคริสต์มาสเป็นวันหยุดประจำปี ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูซึ่งตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม โดยวันดังกล่าวอาจจะไม่ตรงกับวันเกิดจริงๆของพระเยซู แต่อาจจะเป็นวันที่ถูกเลือกเอาไว้เพื่อให้สอดคล้องกับเทศกาลโรมัน หรือสอดคล้องกับวันที่มีช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด (winter solstice)คริสต์มาสเป็นเทศกาลที่สำคัญ และมีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ในย่านของชาวคริสเตียนนั้นจะมีการจัดเทศกาลนี้ยาวนานถึง 12 วัน
แม้ว่าวันคริสต์มาสจะเป็นเทศกาลของชาวคริสต์ แต่ในหมู่คนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ก็มีการเฉลิมฉลอง
กันอย่างแพร่หลายเช่นกัน ซึ่งการเฉลิมฉลองนั้นมีทั้งแบบสมัยใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเลยกับอีก
แบบหนึ่งคือแบบดั้งเดิม โดยประเพณีที่เป็นนิยมในสมัยใหม่นั้น ได้แก่ การมอบของขวัญ การแลกเปลี่ยนการ์ดอวยพร
การจัดงานเลี้ยงฉลองในโบสถ์ การรับประทานอาหารมื้อพิเศษ และการโชว์งานตกแต่งประดับประดาตามสถานที่ต่าง ๆด้วย ต้นคริสต์มาส ดวงไฟประดับ พวงดอกไม้ ต้นมิสเซิลโท การแสดงเกี่ยวกับวันประสูติของพระเยซู และต้นฮอลลี่
นอกจากนี้บิดาแห่งคริสต์มาส (หรือที่ชาวอเมริกาเหนือและไอร์แลนด์เรียกว่า ซานตาคลอส) ยังเป็นหนึ่งตำนานที่เป็น
ที่รู้จักกันว่าเป็นผู้นำของขวัญมามอบให้กับเด็ก ๆ
เนื่องจากการมอบของขวัญและการฉลองทั้งหลายนี้ ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจสูงมาก ทั้งในเมืองของชาวคริสเตียน และที่ไม่ใช่ชาวคริสเตียนเทศกาลคริสต์มาสจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการขายของสำหรับเหล่าพ่อค้าและนักธุรกิจการที่ระบบเศรษฐกิจได้รับการกระตุ้นจากเทศกาลนี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทั่วทุกพื้นที่ในช่วง 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมานี้
เทศกาลคริสต์มาสเป็นที่รู้จักของชาวคริสเตียนตะวันออกในส่วนของการฟื้นฟู ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกขึ้นมาใหม่ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิ Arian Emperor Valens ที่สมรภูมิ Adrianople ในปี 378 การฉลองเริ่มเป็นที่รู้จักในเมือง Constantinople เมื่อปี 379 และเมือง Antioch ในปี 380 แล้วประเพณีการเฉลิมฉลองก็เลือนหายไปหลังจากที่ Gregory แห่ง Nazianzus ลาออกจากตำแหน่งบิช็อปในปี 381 และก็ถูก John Chrysostom นำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งในช่วงปี 400
คำว่า คริสต์มาส มีที่มาจากคำประสม คำว่า “Christ's Mass” ซึ่งมีรากคำมาจากคำว่า Christemasse ของภาษาอังกฤษยุคกลาง และ คำว่า Cristes mæsse จากภาษาอังกฤษโบราณซึ่งมีการบันทึกคำดังกล่าวครั้งแรกไว้ในปี 1038
คำว่า Cristes มาจากพระเยซูคริสต์ของกรีก และคำว่า mæsse มาจากหนังสือสวดมนตร์ของชาวละติน ในภาษากรีกตัวอักษร X เป็นตัวอักษรแรกของคำว่า “Christ” ซึ่งคล้ายกับตัว X ในภาษาโรมัน จึงมีการใช้ X แทน Christ ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 ดังนั้นจึงนิยมใช้คำว่า Xmas แทน Christmas
วันพ่อแห่งชาติ
วันพ่อแห่งชาติ
"วันพ่อ" หลายคนที่หลงใหลใฝ่ฝันไปตามกระแสทุนนิยม คิดไกลไปถึงของขวัญชิ้นใหญ่ หรือไม่ก็ใบหุ้นชั้นดี ที่จะมีให้เป็นของขวัญกับพ่อบังเกิดเกล้า ขณะที่ของขวัญล้ำค่าที่คนเป็นพ่อส่วนใหญ่ต้องการ ไม่ได้มีอะไรมากมาย ขอแค่ได้ยินคำว่า "รักพ่อ" คำสั้นๆ แต่ดูเหมือนจะกลั่นออกมาจากปากของบรรดาลูกๆ ยากเย็นเหลือเกิน !
การบอกรักพ่อในอดีต
ในเมืองไทย วันพ่อแห่งชาติ จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม ด้วยเหตุผลว่า "พ่อ" เป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนและตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ และครั้งนั้นได้ยึดถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น "วันพ่อแห่งชาติ"
วันพ่อในยุคแรกๆ นั้น การแสดงออกความรักของลูกต่อพ่อยังเป็นไปในทางเคารพเทิดทูน มอบของขวัญ หรืออยู่ใกล้ชิดกันพร้อมหน้าครอบครัว หรือไม่ก็เขียนคำว่า รัก ผ่านทางบัตรอวยพรบอกความในใจ
ส่วนการ "บอกรักพ่อ" ด้วยปาก...ว่ากันว่าเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติที่ยึดถือต่อๆ กันมา พ่อกับลูกในสังคมไทยห่างไกลกันพอควร
กิติกร มีทรัพย์ นักจิตวิทยา วิเคราะห์ภาพของพ่อในอดีตให้ฟังว่า "ถ้า จะย้อนไปดูอดีตแล้ว สมัยโบราณ ลูกไม่กล้าที่จะแสดงความรักกับพ่อ ทั้งวาจาและท่าที ทำให้ดูไม่ออก เดายาก แต่ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าโบราณ คนเป็นพ่ออาจจะมีหลายบ้าน จึงไม่กล้าแสดงความรักมาก ซึ่งการบอกรักพ่อแม่ นี่ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย คนไทยจะใช้การแสดงความรักด้วยวิธีอื่น อย่างเช่นการไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนมากกว่า"
...แต่ในยุคหลังๆ ครอบครัวไทยมีลักษณะเป็นสังคมพ่อเดียวแม่เดียว ท่าทีของลูกกับพ่อจึงเริ่มเปิดเผยและใกล้ชิดกันมากขึ้น !
อยากบอกรักแต่ยังไม่กล้า
การพูดคำว่า "รักพ่อ หรือรักแม่" นี้ กิติกรมองว่า เป็นวัฒนธรรมฝรั่งที่คนรุ่นใหม่เริ่มซึมซับมาได้พักใหญ่ เพราะถือได้ว่าสื่อรักที่ตรงไปตรงมาและประหยัดเงินตราที่สุด
"เท่าที่ดูทั่วๆ ไป ผมว่าพ่อยุคนี้ต้องการให้ลูกแสดงความรักโดยการเชื่อฟังพ่อแม่ อยู่ในกติกามากกว่า แต่การบอกรักพ่อนั้นก็เป็นเรื่องดี เป็นการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องถอดรหัสเยอะ เพราะทุกวันนี้พ่อแม่กับลูกมีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มาก การได้พูดอะไร อาจทำให้รู้เรื่องเร็วขึ้น ซึ่งนี่ถือได้ว่า เป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทย"
กิติกรยังบอกอีกว่า "จริงๆ ที่คนบอกรักพ่อแม่ยาก ไม่ใช่ว่าเขาไม่รักพ่อรักแม่ แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่างหาก.. ." เฉพาะอย่างยิ่ง "ลูกชาย" ร้อยทั้งร้อยจะเขินอายอย่างสุดๆ
จอม เชี่ยวสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและดีไซน์ บริษัท เอเชี่ยนโมทีฟ กล่าวว่า "การบอกรักพ่อเป็นเรื่องที่พูดกันยากครับ พ่อสมัยนี้เครียดเรื่องงานกันมาก ไม่ค่อยมีเวลาได้เจอลูก เวลาหายไปเยอะ ยิ่งพอส่งลูกไปเรียนเมืองนอก พ่อก็ยิ่งห่างกับลูกไปอีก สำหรับตัวเอง บอกรักพ่อไม่บ่อย นอกจากจะเป็นเรื่องตลก การบอกรักอย่างจริงๆ จังๆ ยาก ผมจะใช้วิธีอื่น แต่ไม่ใช่การให้ของขวัญ เพราะพ่อมีครบแล้ว ผมจะใช้การช่วยงานคุณพ่อ หรือทำตามที่คุณพ่อขอร้อง"
...ถามว่า บอกรักพ่อจำเป็นไหม ผมว่า จำเป็น แต่สำหรับผมจะเลือกเขียนเป็นการ์ด เพื่อให้คุณพ่อได้เก็บ คงจะไม่ใช้การเขียนอีเมล์ หรือบอกปากเปล่า เพราะถ้าทำแบบนี้ เดี๋ยวก็หายไป สู้บอกอะไรที่สามารถเก็บไว้ดูไม่ได้
ด้านศิลปินอะคาเดมี แฟนตาเชีย พิษณุ นิ่มสกุล (บอย) บอกว่า "ปกติเป็นคนขี้อาย และบอกรักพ่อน้อยมากครับ"
ขณะที่ นวปฏล มิ่งทุม (มิว) จากเอเอฟเช่นกัน บอกว่า "ผมเป็นคนรักพ่อมาก แต่การบอกรักพ่อดูจะยากกว ่าการบอกรักแม่ ผมจึงมักจะเลือกเวลาพ่อหลับหรือก่อนไปโรงเรียน เพราะเวลาบอกแล้ว ก็รีบไปโรงเรียนเลย เป็นวิธีการแก้เขินอย่างหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วอยากจะบอกรักพ่อตลอดเวลา แต่เขิน"
ศิลปินวงมอร์นิ่ง อาฟเตอร์ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ลูกผู้ชายมักอายกับการบอกรักพ่อ ซึ่งเปรียบเหมือนมีกำแพงกั้นกลาง"
ศิลปินวงอุลต้า ชวดส์ บอกว่า "ลูกผู้ชายไม่ค่อยบอกรักพ่อ เพราะเราเองก็เป็นเหมือนกัน"
บอกรักพ่อ ไม่ต้องเดี๋ยว
ชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่สายการตลาด บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า...เท่า ที่เราได้สำรวจพบ เราเห็นว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายจะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยแสดงออก และไม่ค่อยพูดคำว่ารัก สักเท่าไหร่ ยิ่งการที่ผู้ชายคนหนึ่งจะบอกรักพ่อด้วยแล้ว ผมว่าเป็นเรื่องยาก อย่างลูกชายผมเขาอยู่ในวัยรุ่น เขาจะไม่พูดตรงๆ ว่ารักพ่อ แต่จะเขียนถึงพ่อว่า เป็นฮีโร่ในดวงใจ แค่นี้สำหรับพ่ออย่างผมก็ซึ้งแล้วครับ"
แต่ถ้าลูกสามารถพูดคำว่า "รักพ่อ" ออกมาได้ นั่นยิ่งทำให้ผู้เป็นพ่อซาบซึ้งสุดๆ
ที่ผ่านมาจึงมีการรณรงค์จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ให้ลูกๆ บอกรักพ่อในหลายๆ วิธี อาทิ การกราบแทบเท้า กอด และบอกกับท่านว่า "รักพ่อมากที่สุดในโลก ภูมิใจและดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกท่าน"
แต่การรณรงค์ครั้งนั้นดูจะยังไม่สัมฤทธิผลเท่าใดนัก เพราะการบอกรักพ่อด้วยวาจา ไม่ใช่เรื่องที่ลูกยุคไอทีจะทำกันได้ง่ายๆ บัตรอวยพร, โทรศัพท์, อีเมล์ จึงเป็นสื่อทางเลือก รวมถึงการบันทึกภาพและเสียงลงวีซีดี สื่อยอดฮิตติดกระแสในยุคนี้
ซึ่งล่าสุดมี โครงการบอกรักพ่อไม่ต้องเดี๋ยวเกิดขึ้น เปิดโอกาสให้ลูกๆ บอกรักพ่อในสไตล์ของตัวเอง โดยจัดห้องหับปิดมิดชิดขนาด 3 x 3 เมตร ที่แผนกเสื้อผ้าชาย ในเดอะมอลล์ทุกสาขา ระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม เอาไว้ให้กับผู้อยากเปิดใจบอกรักพ่อ แล้วบันทึกคำพูดและภาพลงในวีซีดี ขนาดความยาว 5-10 นาที
งานนี้เห็นว่าเสียค่าใช้จ่ายคนละ 100 บาท รายได้มอบให้มูลนิธิพระดาบส ซึ่งเท่าที่เปิดห้องบันทึก ข่าวว่าได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปไม่น้อย โดยเฉพาะลีลาการบอกรักพ่อของลูกชาย ที่กว่าจะเอ่ยคำว่า "รักพ่อ" ออกมาได้ ทีมงานบอกว่า แต่ละคนใช้เวลาอยู่นานสองนาน
ก็คำว่ารักพ่อนั้นพูดยาก แต่หากพูดออกมาได้ คุณค่าของคำสั้นๆ นี้จะอยู่ในใจพ่อของคุณไปอีกนาน ชนิดที่เงินพันล้านยังมีค่าไม่เทียบเทียม!
ฉะนั้นวันพ่อปีนี้ เอ่ยคำว่า "รักพ่อ" ให้พ่อชื่นใจกันเถอะ บอกซะวันนี้ วันที่ยังมีโอกาส!!!
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


